*_* นโยบายการคลัง *_*

posted on 03 Aug 2009 10:26 by sukposomtuay

 

ความหมายของการคลัง

 

การคลังเป็นการศึกษาถึงหลักการวิธีการ   จัดหารายรับ (government revenue) การใช้จ่ายของรัฐบาล (government expenditure) หนี้ของรัฐบาลหรือ        หนี้สาธารณะ (government debt or public debt) นโยบายการคลัง (fiscal policy) และการบริหารการคลัง (financial administration) ซึ่งกิจกรรมทางเศรษฐกิจต่าง ๆ เหล่านี้เป็นกิจกรรมที่ส่งผลต่อการใช้ทรัพยากร ภาวะการบริโภคและการผลิตของประชาชนอย่างรอบด้าน

 

http://st.mengrai.ac.th/users/doremon/19_AMORNRAT/1.htm

 

 1.นโยบายการคลัง (Fiscal Policy)

 

นโยบายการคลังเป็นนโยบายทางด้านรายรับและรายจ่ายของรัฐบาลรายรับของรัฐบาลได้มาจากการเก็บภาษีอากร เงินกู้และเงินคงคลัง ส่วนรายจ่าย ได้แก่ การใช้จ่ายต่าง ๆ ของรัฐในแต่ละปี รัฐบาลจะประมาณการ รายรับและรายจ่ายของปีต่อไป ไว้ล่วงหน้า เรียกว่า งบประมาณประจำปี การคลังของรัฐบาลจะแตกต่างจากการคลังของเอกชนเพราะการคลังของ รัฐบาลจะกำหนดรายจ่ายเป็นตัวตั้ง ถ้ารายได้ไม่พอกับรายจ่ายหรือขาดดุลการคลังรัฐบาลก็จะ ก่อหนี้มาชดเชยหรือนำเงินคงคลังออกมาใช้ การก่อหนี้สาธารณะ ถ้ารัฐบาลก่อหนี้โดยการพิมพ์ธนบัตรเพิ่มก็จะเป็นการเพิ่มปริมาณเงิน ทำให้อัตราดอกเบี้ยลดลง อาจเกิดภาวะเงินเฟ้อได้ การดำเนินนโยบายการคลังจะมีผลกระทบต่อปริมาณเงินของประเทศด้วย

     

รัฐบาลจัดเก็บภาษีอากรจากฐานภาษีต่างๆ ฐานภาษีเป็นหลักที่รัฐบาลใช้เป็นแนวทางในการประเมินภาษี ฐานภาษีมีดังต่อไปนี้

            1.ฐานรายได้ ได้แก่ ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และภาษีเงินได้นิติบุคคล

                2.ฐานการบริโภค เช่น ภาษีการขาย ภาษีสรรพสามิต ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีศุลกากร

3.ฐานความมั่งคั่งหรือทรัพย์สิน เช่น ภาษีที่ดิน สิ่งปลูกสร้าง ภาษีรถยนต์ ภาษีโรงงาน ภาษีมรดก

นอกจากนี้ในแง่โครงสร้างของภาษีแล้ว รัฐบาลอาจจัดเก็บภาษีในอัตราต่าง ๆ ก็ได้ อัตราภาษีมีอยู่ 3แบบ คือ

                   (1) อัตราภาษีถดถอย การเก็บอัตราภาษีแบบนี้ หมายความว่า ถ้าฐานภาษีขยายใหญ่ขึ้น จะเก็บภาษีในอัตราลดลง

                          (2) อัตราภาษีก้าวหน้า หมายความว่า ถ้าฐานภาษีขยายใหญ่ขึ้น จะเก็บภาษี ในอัตราคงที่เพิ่มขึ้นเร็วกว่าอัตราการขยายตัวของฐานภาษี

           (3) อัตราภาษีตามสัดส่วน หมายความว่า ถ้าฐานภาษีขยายใหญ่ขึ้น จะเก็บภาษีในอัตราคงที่เป็นสัดส่วนเดียวกันกับฐานภาษี

   

      

 

2.นโยบายการเงิน

 

นโยบายการเงินเป็นนโยบายในการควบคุมปริมาณเงินให้มีความเหมาะสมตาม ภาวะเศรษฐกิจเพื่อปรับการหมุนเวียนของปริมาณเงินในตลาดไม่ให้มากหรือน้อยเกินไป ถ้าในขณะใดปริมาณเงินเพิ่มในอัตราเร็วกว่าการเพิ่มของสินค้าและบริการเป็นอย่างมาก ก็จะเกิดภาวะเงินเฟ้อ ในทางตรงกันข้ามถ้าในขณะใดปริมาณเงินลดลงในอัตราเร็วกว่าการลดของสินค้า และบริการเป็นอย่างมาก ก็จะเกิดภาวะเงินฝืด นอกจากนี้การเพิ่มหรือลดของปริมาณเงินยังมีผลกระทบต่ออัตราดอกเบี้ย การลงทุน และการจ้างงาน ตลอดจนผลกระทบอื่นต่อระบบเศรษฐกิจการดำเนินนโยบายการเงินจึงต้องทำให้ปริมาณเงินและอัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นหรือลดลงตามภาวะเศรษฐกิจ

 

ผู้ใช้นโยบายการเงิน ได้แก่ ธนาคารกลางหรือธนาคารชาติ สำหรับประเทศไทย คือ ธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นผู้ควบคุมสถาบันการเงินที่สำคัญ ได้แก่

 

ธนาคารพาณิชย์ บริษัทเงินทุนและบริษัทฟองซิเอร์ ในส่วนของบริษัทเงินทุนนั้น กำหนดให้มีขอบเขตในการดำเนินการทางธุรกิจน้อยกว่าธนาคารพาณิชย์ การออกตั๋วสัญญาใช้เงินให้แก่ลูกค้าเพื่อนำเอาไปลงทุนในกิจการต่าง ๆ การออกตั๋วสัญญาใช้เงินครั้งแรกกำหนดวงเงินไว้สูงกว่าการฝากเงินกับธนาคารพาณิชย์ บริษัทเงินทุนจึงให้บริการลูกค้าคนละกลุ่มกับธนาคารพาณิชย์ ส่วนบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ เป็นสถาบันการเงินที่มุ่งทำธุรกิจทางด้านการเคหะและอสังหาริมทรัพย์

 

 

 

http://st.mengrai.ac.th/users/doremon/19_AMORNRAT/4.htm

 

3.   หนี้สาธารณะ

 

การจัดทำงบประมาณแผ่นดินมี 3 ลักษณะดังนี้ 

 

1. งบประมาณสมดุล   (Balanced Budget)  เป็นลักษณะที่มีรายได้และรายจ่ายของรัฐบาลมีจำนวนเท่ากัน

  

 2. งบประมาณขาดดุล (Deficit  Budget)  เป็นลักษณะที่รายจ่ายของรัฐบาลสูงกว่ารายได้  เพราะรัฐบาลเก็บภาษีน้อยแต่รายจ่ายมากกว่า  จึงต้องกู้ยืมเงินมาใช้จ่าย  เป็นการก่อหนี้สาธารณะ   ถ้าหากว่าเงินที่กู้ยืมไปนั้น  มีการนำไปใช้ในการเพิ่มผลผลิต  การลงทุนและการจ้างงาน  การกำหนดงบประมาณขาดดุลก็ไม่ใช่สิ่งที่เสียหายเพราะจะทำให้เศรษฐกิจพัฒนารวดเร็วขึ้น  

 

              3.   งบประมาณเกินดุล  (Surplus Budget)  เป็นลักษณะที่รายจ่ายของรัฐบาลต่ำกว่ารายได้  เนื่องจากรัฐบาลเก็บภาษีได้มากแต่ใช้จ่ายน้อยกว่า   ทั้งนี้อาจเพื่อป้องกันหรือลดความรุนแรงของภาวะเงินเฟ้อหรือเพื่อชะลออัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ 

 

http://learners.in.th/blog/economics/70655

 

การคลังท้องถิ่น

 

              การปกครองท้องถิ่น      เป็นการปกครองที่เกิดจากการกระจายอำนาจการปกครองส่วนกลางไปยังส่วนท้องถิ่น  เพื่อวัตถุประสงค์ในอันที่จะให้ประชาชนในท้องถิ่นได้มีโอกาสเรียนรู้และดำเนินกิจกรร มต่างๆในการปกครองท้องถิ่นด้วยตนเอง  เพื่อตอบสนองต่อการแก้ปัญหาและความต้องการของประชาชนในท้องถิ่นนั้นๆ

 

          ๑.๑) นิยามความหมาย

 

William A. Robson  ได้ให้ความหมายของ  “ การปกครองท้องถิ่น”  ว่าหมายถึง   การปกครองส่วนหนึ่งของประเทศซึ่งมีอำนาจอิสระ (Autonomy)  ในการปฏิบัติหน้าที่ตามสมควร  ซึ่งจะต้องไม่มากจนมีผลกระทบต่ออำนาจอธิปไตยของรัฐ  เพราะหน่วยการปกครองท้องถิ่นมิใช่องค์กรที่มีอำนาจอธิปไตยในตัวเอง  การปกครองท้องถิ่นมีสิทธิตามกฎหมาย  (Legal  Right)  และมีองค์กรที่จำเป็น  (Necessary Organization)  เพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติหน้าที่ให้บรรลุเป้าหมายของการปกครองท้องถิ่น

 

          ๑.๒) ลักษณะสำคัญของหน่วยการปกครองท้องถิ่น มีอยู่ ๔ ประเด็น  ดังนี้

                      ๑) หน่วยการปกครองท้องถิ่นต้องมีฐานะเป็นนิติบุคคล  และมีขอบเขตของการปกครองแน่นอน         

                      ๒) มีอิสระในการบริหารงานและกำหนดนโยบายได้ตามสมควร                    

                      ๓) มีงบประมาณเป็นของตนเอง  มีอำนาจในการจัดเก็บภาษีอากรและรายได้ยื่นตามที่กฎหมายกำหนด

                      ๔) มีการเลือกตั้งและมีคณะบุคคลที่ได้รับการเลือกตั้งจากประชาชนในท้องถิ่นทั้งหมด  ; หรือบางส่วน  เพื่อเข้าบริหารหรือทำหน้าที่ในการปกครองท้องถิ่น

 

๑.๓) ความหมายของการคลังท้องถิ่น

 

           การคลังท้องถิ่น  หมายถึง  การบริหารงานคลังของหน่วยงานการปกครองท้องถิ่น  ซึ่งเป็นการพิจารณาถึงการจัดหารายได้  การกำหนดรายจ่าย  การจัดทำงบประมาณ  การจัดซื้อ  การจัดจ้าง  การบัญชี  การตรวจสอบบัญชีของหน่วยงานการปกครองท้องถิ่น  กระบวนการงบประมาณท้องถิ่นเป็นตัวกลางในการเชื่อมความสัมพันธ์ของแหล่งที่มาของรายรั บ  กับรูปแบบในการใช้จ่ายของแต่ละหน่วยการปกครองท้องถิ่น  เพื่อก่อให้เกิดความสอดคล้องต่อการบรรลุวัตถุประสงค์ของหน่วยงานการปกครองท้องถิ่น

 

                      http://www.meeboard.com/view.asp?user=s_hatcore&groupid=11&rid=10&qid=3.

รายได้ของรัฐบาล

 

1. รายได้ของรัฐบาลหมายถึงรายได้ที่นำส่งคลังในแต่ละปีงบประมาณประกอบด้วย รายได้จากภาษีอากร รายได้จากการขายสิ่งของและบริการ รายได้จากรัฐพาณิชย์ และรายได้อื่น ๆ ซึ่งถ้าพิจารณาตามประมาณการรายรับประจำปีงบประมาณ 2542 ของรัฐบาลไทย จะพบว่า มีการจำแนกรายได้ตามประเภทของการจัดเก็บ ดังนี้

 

    1) ภาษีอากรหมายถึงสิ่งที่รัฐบาลบังคับเรียกเก็บจากผู้ที่มีรายได้ตามที่กำหนดไว้ เพื่อนำไปใช้ในการบริหารและการพัฒนาประเทศ ประกอบด้วย ภาษีทางตรง และภาษีทางอ้อม ดังนี้

 

       (1) ภาษีทางตรงประกอบด้วย ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภาษีเงินได้นิติบุคคล และภาษีเงินได้ปิโตรเลียม

 

       (2) ภาษีทางอ้อม ประกอบด้วย

 

1.    ภาษีการขายทั่วไป ได้แก่ ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีธุรกิจเฉพาะ และ อากรแสตมป์

 

2.    ภาษีการขายเฉพาะ ได้แก่ ภาษีน้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมัน  ภาษีสรรพสามิตจากการนำเข้า ภาษีโภคภัณฑ์อื่น ค่าภาคหลวงแร่ ค่าภาคหลวงปิโตเลียม และภาษีทรัพยากรธรรมชาติอื่น

 

       (3) ภาษีสินค้าเข้า-ออก

 

       (4) ภาษีลักษณะอนุญาต

 

   2) การขายสิ่งของและบริการ ประกอบด้วย

 

                             (1) การขายหลักทรัพย์และทรัพย์สิน ประกอบด้วย ค่าขายทรัพย์สินซึ่งเป็นอสังหาริมทรัพย์ ค่าขาย

ผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ ค่าขายหลักทรัพย์ ค่าขายหนังสือราชการ และ ค่าขายสิ่งของอื่น

 

                            (2) การขายบริการ ประกอบด้วย ค่าบริการและค่าเช่า

 

                    3) รายได้จากรัฐพาณิชย์ ประกอบด้วย ผลกำไรขององค์การรัฐบาล หน่วยงานธุรกิจที่รัฐบาลเป็นเจ้าของ

รายได้จากโรงงานยาสูบ รายได้จากสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล และเงินปันผลจากบริษัทที่รัฐบาลถือหุ้น

 

                   4) รายได้อื่น ประกอบด้วย ค่าแสตมป์ฤชากร และค่าปรับ เงินรับคืนและรายได้เบ็ดเตล็ด


          2.
เงินกู้ หมายถึง การกู้เงินของรัฐบาลเพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณ โดยใช้วิธีออกตั๋วเงินคลัง พันธบัตร ตราสาร

อื่น หรือทำสัญญากู้

            3. เงินคงคลัง โดยในที่นี้อาจจะแสดงประมาณการรายรับของรัฐบาลไทย ประจำปีงบประมาณ  

               http://st.mengrai.ac.th/users/doremon/19_AMORNRAT/6.htm

 

 

รายจ่ายของรัฐบาล

 

รายจ่ายของรัฐบาล ถือว่าเป็นรายการที่มีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจ เนื่องจากเป็นรายจ่ายที่สามารถปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับความต้องการและความเหมาะสมกับภาวะเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น เช่น ในช่วงที่ภาวะเศรษฐกิจรุ่งเรือง รัฐบาลอาจจะลดค่าใช้จ่ายลงเพื่อช่วยรักษาเสถียรภาพทางด้านราคาให้เกิดขึ้นในระบบเศรษฐกิจ หรือช่วงที่ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำรัฐบาลอาจจะต้องใช้จ่ายเพิ่มขึ้นเพื่อกระตุ้นให้เศรษฐกิจฟื้นตัว เป็นต้น นอกจากนี้ รายจ่ายของรัฐบาลยังช่วยในการจัดสรรรายได้ไปสู่กลุ่มบุคคลต่าง ๆ ซึ่งเป็นไปตามเป้าหมายในการกระจายรายได้อีกด้วย

 

1.รายจ่ายของรัฐบาล เนื่องจากรัฐบาลมีหน้าที่สำคัญในระบบเศรษฐกิจหลายประการ เช่น การแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจ การรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ การส่งเสริม การสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ การสร้างความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจ เป็นต้น ซึ่งรัฐบาลสามารถใช้นโยบายเกี่ยวกับรายจ่ายเพื่อให้บรรลุเป้าหมายในการรักษาเสถียรภาพ ทางเศรษฐกิจในด้านต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การใช้จ่ายเพื่อการสร้างเสถียรภาพเกี่ยวกับรายได้ การจ้างงาน และราคาสินค้า โดยรัฐบาลจะปรับเปลี่ยนค่าใช้จ่ายเพื่อให้ค่าใช้จ่ายรวมอยู่ในระดับที่เหมาะสมกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น

   

                                                 http://st.mengrai.ac.th/users/doremon/19_AMORNRAT/7.htm  

 

 
  

 

 

 

 

edit @ 11 Aug 2009 09:49:14 by นางฟ้ากำพร้ารัก

Comment

Comment:

Tweet